ตลาดอาหารพร้อมรับประทานในไทยพุ่งแรง เมื่อความสะดวกของชีวิตเมืองเข้ามากำหนดนิยามการกินที่บ้านใหม่
/ ข้อมูลเชิงลึก / บทความ / ตลาดอาหารพร้อมรับประทานในไทยพุ่งแรง เมื่อความสะดวกของชีวิตเมืองเข้ามากำหนดนิยามการกินที่บ้านใหม่

ตลาดอาหารพร้อมรับประทานในไทยพุ่งแรง เมื่อความสะดวกของชีวิตเมืองเข้ามากำหนดนิยามการกินที่บ้านใหม่

เผยแพร่เมื่อ: 21 ส.ค. 2026 | ผู้เขียน: Marketing & Communications

กิจวัตรของคนเมืองกำลังเปลี่ยนวิธีการกินของคนไทย และ “ความสะดวก” ก็ถูกฝังอยู่ในการกินที่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจอาหาร (foodservice) ในไทยชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็วและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เมื่อผู้บริโภคมองหาทางเลือกการรับประทานที่สะดวก และผนวกการสั่งอาหารเดลิเวอรี่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่อาหารพร้อมรับประทานไม่ได้มีแค่เดลิเวอรี่เท่านั้น อาหารแบบหยิบกินได้เลย (grab-and-go) ในร้านสะดวกซื้อก็เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยได้แรงหนุนจากเครือข่าย 7-Eleven ของ CP All ที่ครอบคลุมทั่วประเทศในฐานะช่องทางกระจายอาหารพร้อมรับประทาน ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่อย่าง GrabFood และ Line Man รวมถึงการเติบโตแบบ “ก้าวกระโดด” ของครัวคลาวด์ ก็ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและความเร็วให้สอดรับกับตารางชีวิตที่ยุ่งของผู้บริโภค

ฝั่งการผลิต รายงานระบุว่าปริมาณการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของไทยอยู่ที่ 531,800 tonnes คิดเป็นมูลค่า US$2.4 billion โดยการบริโภคในประเทศคิดเป็น 52.9% ของยอดขาย ฐานการผลิตมีความหลากหลาย โดย ณ ปี 2024 ไทยมีโรงงานที่ขึ้นทะเบียนและดำเนินการอยู่ 575 แห่งที่ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน และในจำนวนนี้ 548 แห่งเป็น SMEs ในกลุ่มอาหารแห้งและอาหารที่เก็บได้นาน มีโรงงาน 225 แห่งคิดเป็น 39.1% ของจำนวนโรงงานทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็น SMEs (212) โครงสร้างนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมสินค้าในหลากหลายรูปแบบและหลากหลายสัญชาติอาหารจึงสามารถขึ้นชั้นวางได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่เครือข่ายร้านสะดวกซื้อครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น และไลน์สินค้าครอบคลุมทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น และอิตาเลียน

ช่องทางความสะดวกขยายตัว แต่สุขภาพและความเชื่อมั่นกำหนดจังหวะการเติบโต

มุมมองต่ออนาคตสะท้อนการเติบโต แต่ก็ไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด Krungsri Research คาดว่าตลาดอาหารพร้อมรับประทานของไทยจะเติบโตเฉลี่ย 2.3–3.3% ต่อปีในช่วง 2026–2028 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากไลฟ์สไตล์ที่เร่งขึ้น การพัฒนาสินค้าบนฐานข้อมูล และการครอบคลุมของร้านสะดวกซื้อที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม มุมมองเดียวกันนี้ยังชี้ถึงข้อจำกัดในปี 2026 ได้แก่ ความเชื่อมั่นในประเทศที่ยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความกังวลด้านสุขภาพจากการบริโภคโซเดียมสูง และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาสมบูรณ์ ประเด็นโซเดียมเป็นหัวข้อสำคัญทั้งในเชิงนโยบายและการสื่อสารด้านสุขภาพ โดยรายงานระบุว่าไทยมีปริมาณบริโภคเฉลี่ยต่อวัน 10.8g เทียบกับคำแนะนำของ WHO ที่ 5g ขณะที่หลายรัฐบาลทั่วโลกผลักดันให้ลดปริมาณโซเดียมในอาหาร

ในกลุ่มอาหารพร้อมทานแบบแช่เย็นและแช่แข็ง Krungsri Research รายงานว่าปริมาณการบริโภคโดยรวมเติบโตด้วย CAGR 6.3% ในช่วง 2019–2024 โดยให้เหตุผลว่ามาจากการขยายตัวของเมืองและไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เร่งรีบ นอกจากนี้ยังชี้ถึงความกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่ โดยเมื่อรวมกันแล้ว ผู้เล่นหลักมีสัดส่วนมากกว่า 81.8% ของมูลค่าตลาดอาหารพร้อมทานแบบแช่เย็นและแช่แข็งของไทย การส่งออกเป็นอีกแรงส่งสำคัญ ในปี 2024 ปริมาณการส่งออกอาหารพร้อมทานแบบแช่เย็นและแช่แข็งเพิ่มขึ้น 10.4% และมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 10.3% การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกระบุว่าเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย พุ่งขึ้น 38.0% ในปี 2024 เชื่อมโยงกับความต้องการโซลูชันมื้ออาหารที่ทั้งสะดวกและราคาเข้าถึงได้ ท่ามกลางการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ค่อยเป็นค่อยไป

อ่านเพิ่มเติม อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทย: รับมือแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางการส่งออกที่ขยายตัว

สำหรับแบรนด์ที่แข่งขันในตลาดอาหารพร้อมทานในไทย โอกาสไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “เร็ว” แต่รวมถึงความสอดคล้องกับความชอบที่เปลี่ยนไปและโอกาสการบริโภคที่หลากหลาย Mintel อธิบายว่าอาหารพร้อมทานคือสินค้าที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อความสะดวก รวมถึงรูปแบบอุ่นกินได้ (heat-and-eat) ที่อาจเป็นแบบแช่แข็ง แช่เย็น หรือเก็บอุณหภูมิห้อง และต้องการเพียงการให้ความร้อนก่อนรับประทาน รายงานที่โฟกัสประเทศไทยของ Mintel ชี้ว่าแบรนด์ต่างๆ กำลัง “เพิ่มคุณค่าให้มากกว่าความสะดวก” โอกาสการบริโภคมีผลต่อรูปแบบสินค้าที่ผู้บริโภคเลือก และรูปแบบแช่เย็นกำลังเติบโต ขณะที่แช่แข็งมีแนวโน้มลดลง ในเวลาเดียวกัน งานวิจัยด้านธุรกิจอาหารในไทยยังชี้ถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อเมนูเพื่อสุขภาพและยั่งยืน รวมถึงอาหาร plant-based และ flexitarian เมื่อรวมสัญญาณเหล่านี้เข้าด้วยกัน จึงสะท้อนว่า การเติบโตจะเกิดกับสินค้าและข้อเสนอที่ตอบโจทย์ทั้งแรงกดดันด้านเวลาในเมือง ความพร้อมบนชั้นวางค้าปลีก และความคาดหวังที่เปลี่ยนไปเรื่องสุขภาพและรูปแบบสินค้า

อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดอาหารพร้อมทานในไทย?

แหล่งข้อมูลต่างๆ เชื่อมโยงการเติบโตเข้ากับการขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เร่งรีบ และความต้องการความสะดวกที่เพิ่มขึ้น การครอบคลุมของร้านสะดวกซื้อที่ขยายตัว รวมถึงการที่เดลิเวอรี่และครัวคลาวด์กลายเป็นเรื่องปกติ ก็ช่วยหนุนอุปสงค์เช่นกัน

ตลาดอาหารพร้อมรับประทานของไทยคาดว่าจะเติบโตเร็วแค่ไหนในช่วง 2026–2028?

Krungsri Research คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 2.3–3.3% ต่อปีในช่วง 2026 ถึง 2028 โดยได้รับแรงหนุนจากไลฟ์สไตล์ที่ยุ่ง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยข้อมูล และการครอบคลุมของร้านสะดวกซื้อที่กว้างขึ้น

ฐานการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของไทยมีขนาดใหญ่แค่ไหน?

ณ ปี 2024 ไทยมีโรงงานที่ขึ้นทะเบียนและดำเนินการอยู่ 575 แห่งที่ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน และ 548 แห่งเป็น SMEs ปริมาณการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของไทยรวมอยู่ที่ 531,800 tonnes มูลค่า US$2.4 billion โดยการบริโภคในประเทศคิดเป็น 52.9% ของยอดขาย

การส่งออกอาหารพร้อมทานแบบแช่เย็นและแช่แข็งของไทยในปี 2024 เป็นอย่างไร?

Krungsri Research รายงานว่าในปี 2024 ปริมาณการส่งออกเติบโต 10.4% และมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 10.3% ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้น 38.0% ในปีเดียวกัน

ความเสี่ยงใดที่อาจทำให้การเติบโตของอาหารพร้อมทานในไทยชะลอลง?

Krungsri Research ระบุข้อจำกัดสำหรับปี 2026 ได้แก่ ความเชื่อมั่นในประเทศที่ยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง ความกังวลด้านสุขภาพจากการบริโภคโซเดียมสูง และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยรายงานระบุว่าไทยมีการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยต่อวัน 10.8g เทียบกับคำแนะนำของ WHO ที่ 5g

ก้าวไปข้างหน้าในประเทศไทยด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประเมินศักยภาพของตลาด ทดสอบสมมติฐาน และมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรไปยังโอกาสที่สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ติดต่อเราวันนี้
Download Whitepaper

/ ติดต่อเรา

เปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจครั้งต่อไปในประเทศไทยให้เป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจน

 

  • ไม่พบผลลัพธ์

เว็บไซต์นี้ได้รับการปกป้องโดย reCAPTCHA และ Google นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อกำหนดในการให้บริการ มีผลบังคับใช้