การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยและภูมิทัศน์อุตสาหกรรมก่อสร้าง
/ ข้อมูลเชิงลึก / บทความ / การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยและภูมิทัศน์อุตสาหกรรมก่อสร้าง

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยและภูมิทัศน์อุตสาหกรรมก่อสร้าง

เผยแพร่เมื่อ: 11 ต.ค. 2024 | ผู้เขียน: Marketing & Communications

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ทุ่มงบเกือบ THB 4,000 billion เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามดังกล่าว ไทยยังคงเผชิญ “ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน” อยู่ การประเมินล่าสุดระบุว่า หากแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป ไทยอาจขาดการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานสูงถึง USD 100 billion ภายในปี 2040 อย่างไรก็ดี รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขช่องว่างนี้ผ่านโครงการขนาดใหญ่ โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPPs)

Bar chart showing growth in Thailand's construction market size from 2008 to 2016f, divided by sector types, representing the growth of Thailand Infrastructure Investment.

บทบาทของความร่วมมือภาครัฐและเอกชน

เพื่ออุดช่องว่างด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย รัฐบาลไทยหันมาใช้ PPPs มากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โครงการโครงสร้างพื้นฐาน ในไทยภายใต้รูปแบบ PPPs มีมูลค่าการลงทุนรวมราว USD 28 billion โดย PPPs ช่วยคลายข้อจำกัดด้านการเงินการคลังของภาครัฐ ด้วยการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการสำคัญ แนวทางนี้ไม่เพียงเอื้อให้การจัดหาเงินทุนทำได้คล่องตัวขึ้น แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนเอกชน ทำให้โครงการมีความเป็นไปได้มากขึ้น

ไทยมีความคืบหน้าที่เด่นชัดในด้านนี้ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการเรือธงของ EEC ได้แก่ การพัฒนารถไฟความเร็วสูงสายแรกของไทยที่เชื่อม 3 สนามบิน และการขยายสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา โครงการเหล่านี้มีเงินลงทุนรวมมากกว่า THB 600 billion และถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ ณ เดือน December 2020 มี 3 จาก 6 โครงการเรือธงใน EEC ที่ได้ข้อสรุปสัญญา PPP แล้ว และคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในปี 2024 หรือ 2025

ความท้าทายด้านการจัดหาเงินทุนสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย

แม้จะมีความสำเร็จดังกล่าว ไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญในการระดมทุนสำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย เศรษฐกิจของประเทศเติบโตเพียง 1.9% ในปี 2023 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ส่งผลให้ฐานะการคลังภาครัฐตึงตัวขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลออกมาตรการอย่างโครงการ Digital Wallet วงเงิน THB 500 billion (USD 13.6 billion) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภาคเอกชน

แหล่งเงินทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะจากธนาคารไทย ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน กฎระเบียบธนาคารระหว่างประเทศ เช่น Basel III และ IV ได้เพิ่มข้อกำหนดด้านเงินกองทุนและสภาพคล่อง ส่งผลให้ธนาคารมองว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานมีความน่าสนใจลดลง เพราะโดยธรรมชาติแล้วมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ การออกแบบโครงสร้าง PPPs ให้สมดุลระหว่างประโยชน์ของภาครัฐและเอกชนก็ทำได้ยาก นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่คุ้มค่า ขณะที่รัฐบาลต้องการตอบโจทย์สังคมในต้นทุนที่ประชาชนรับได้

แนวทางใหม่สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย

ภายใต้ข้อจำกัดด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยดังกล่าว ประเทศจำเป็นต้องมองหาเครื่องมือการเงินรูปแบบใหม่ หนึ่งในทางเลือกที่เป็นไปได้คือการจัดตั้งธนาคารโครงสร้างพื้นฐานแห่งชาติ (National Infrastructure Bank: NIB) ซึ่งเป็นโมเดลที่หลายประเทศประสบความสำเร็จ เช่น China และ Indonesia โดย NIBs สามารถปล่อยสินเชื่อระยะยาวและจัดทำมาตรการเพิ่มความน่าเชื่อถือทางเครดิตให้กับภาคส่วนที่มีความสำคัญ ช่วยอุดช่องว่างด้านเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

โครงสร้างทางการเงินแบบใหม่นี้อาจมีบทบาทสำคัญในการทำให้ไทยสามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างต่อเนื่อง หากประเทศสามารถลดช่องว่างด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยได้ ผลประโยชน์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจจะมีนัยสำคัญ ตั้งแต่เครือข่ายคมนาคมที่ดีขึ้นไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

แนวโน้มในอนาคต: บูมการก่อสร้าง

คาดว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยจะเติบโต 4.6% ในปี 2024 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.2% ในช่วงปี 2024 ถึง 2033 การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการระบบรางและอาคารที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยง เช่น การชะลอตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จาก Mainland China และความยากลำบากด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย ซึ่งอาจกระทบต่อบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ค่อนข้างมาก แต่ภาพรวมยังคงเป็นบวก

ความมุ่งมั่นของไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะใน EEC มีแนวโน้มจะเป็นแรงหนุนให้เกิดบูมการก่อสร้างนี้ โครงการใหม่ในภาคคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูงและการขยายสนามบิน คาดว่าจะช่วยยกระดับการเชื่อมต่อและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าใหม่และการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า ก็จะมีความสำคัญต่อการรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทย

โดยสรุปแล้ว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย โดยเฉพาะผ่าน PPPs กำลังปูทางสู่บูมการก่อสร้างที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีข้างหน้า แม้จะมีความท้าทายด้านการจัดหาเงินทุน แต่ความตั้งใจของรัฐบาลในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและพลังงาน จะช่วยสร้างประโยชน์ระยะยาวให้กับเศรษฐกิจไทย

ก้าวไปข้างหน้าในประเทศไทยด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประเมินศักยภาพของตลาด ทดสอบสมมติฐาน และมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรไปยังโอกาสที่สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ติดต่อเราวันนี้
Download Whitepaper

/ ติดต่อเรา

เปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจครั้งต่อไปในประเทศไทยให้เป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจน

 

  • ไม่พบผลลัพธ์

เว็บไซต์นี้ได้รับการปกป้องโดย reCAPTCHA และ Google นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อกำหนดในการให้บริการ มีผลบังคับใช้