ในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นที่รู้จักจากภูมิทัศน์อันน่าทึ่งและมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวย ขณะเดียวกัน ประเทศนี้ก็กำลังก้าวหน้าไปสู่ความยั่งยืนในภาคการก่อสร้างที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการขยายตัวของเมืองและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ไทยจึงหันมาใช้แนวทางการก่อสร้างอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาและความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศ
เมื่อความต้องการโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ภาคการก่อสร้างก็ปรับตัวอย่างรวดเร็วไปสู่ Sustainable Construction Practices Thailand. ผู้รับเหมาจำนวนมากเริ่มนำวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ ลดการใช้พลังงาน และผสานการรับรองอาคารเขียวเข้ากับโครงการ ลองดูแนวโน้มที่เติบโตขึ้นของแนวทางการก่อสร้างอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมด้านล่างนี้
การรับรองอาคารเขียว
หนึ่งในพัฒนาการสำคัญที่สุดของภาคการก่อสร้างไทย คือการนำระบบการรับรองอาคารเขียวมาใช้ โดยระบบ Thai Rating of Energy and Environmental Sustainability (TREES) ที่พัฒนาโดยสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) ได้กำหนดมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงาน การอนุรักษ์น้ำ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนี้ช่วยให้มั่นใจว่าอาคารเป็นไปตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการคำนึงถึงบริบทเฉพาะของประเทศไทย

นอกจาก TREES แล้ว การรับรองระดับนานาชาติอย่าง LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) และ WELL Building Standard ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย LEED ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในระดับโลก ส่วน WELL เน้นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้อาคาร การนำการรับรองเหล่านี้มาใช้มากขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักด้านการก่อสร้างอย่างยั่งยืนในไทยที่เพิ่มสูงขึ้น
การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการก่อสร้างอย่างยั่งยืนในไทย คือการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้รับเหมามากขึ้นเริ่มเลือกวัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เช่น วัสดุรีไซเคิล ไม้จากแหล่งที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน และสีที่มีสารระเหย VOC ต่ำ นอกจากนี้ ไม้ไผ่ยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในฐานะวัสดุทดแทนที่หมุนเวียนได้ เมื่อเทียบกับวัสดุดั้งเดิมอย่างคอนกรีตและเหล็ก
การใช้วัสดุจากแหล่งท้องถิ่นช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค การเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ไม่เพียงสนับสนุนแนวทางการก่อสร้างอย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย
ประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร
ประสิทธิภาพด้านพลังงานเป็นหัวใจสำคัญของ Sustainable Construction Practices Thailand โดย Building Energy Code (BEC) ของภาครัฐกำหนดให้อาคารที่มีพื้นที่มากกว่า 10,000 ตารางเมตรต้องเป็นไปตามมาตรฐานสมรรถนะด้านพลังงาน ซึ่งช่วยผลักดันการออกแบบที่ประหยัดพลังงาน เช่น ฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ ระบบ HVAC ที่ดียิ่งขึ้น และการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์
เมื่อให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพพลังงาน ผู้พัฒนาโครงการสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคของเจ้าของอาคารลดลง และทำให้อาคารยั่งยืนมีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้นในระยะยาว
ผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายและระยะเวลาโครงการ
หนึ่งในข้อกังวลของแนวทางที่ยั่งยืนคือเรื่องต้นทุนที่อาจสูง การก่อสร้างอย่างยั่งยืนมักมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นมากกว่า แต่ประโยชน์ระยะยาวมักคุ้มค่าเกินกว่าเงินลงทุน อาคารที่ประหยัดพลังงานช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษา และโดยทั่วไปยังมีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์สูงกว่า นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์จากภาครัฐยังทำให้โครงการอาคารเขียวดึงดูดในด้านการเงินมากขึ้น
ความยั่งยืนยังช่วยให้การทำงานเป็นไปตามไทม์ไลน์ได้ดีขึ้น การใช้วัสดุสำเร็จรูปและการก่อสร้างแบบโมดูลาร์ช่วยเร่งกระบวนการก่อสร้าง ลดของเสีย และส่งมอบโครงการได้เร็วขึ้น
การให้ความสำคัญกับแนวทางการก่อสร้างอย่างยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนโฉมภาคการก่อสร้างของไทย การรับรองอาคารเขียว วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการออกแบบที่ประหยัดพลังงาน ล้วนกลายเป็นทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรม ด้วยการนำ Sustainable Construction Practices Thailand มาใช้ ประเทศไทยกำลังปูทางสู่อุตสาหกรรมก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน