ประเทศไทยถูกวางตำแหน่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้เป็นจุดหมายสำคัญของเวชศาสตร์ความงาม รองรับทั้งผู้บริโภคในประเทศและผู้ป่วยต่างชาติ Chameleon Pharma Consulting ระบุว่าไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดเวชศาสตร์ความงามที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย โดยมีดีมานด์ครอบคลุมตั้งแต่ฟิลเลอร์ เลเซอร์ ไปจนถึงการยกกระชับด้วยไหมแบบไม่ผ่าตัด ขณะที่ Vogue มองว่าไทยเป็นฮับเวชศาสตร์ความงามใหญ่อันดับ 2 ของเอเชียรองจากเกาหลีใต้ โดยชี้ไปที่ฐานคลินิกที่ขึ้นทะเบียนกับภาครัฐจำนวนมาก การผสานกันของกำลังการให้บริการของคลินิก ความสามารถในการแข่งขัน และความสนใจของผู้บริโภค กำลังทำให้หัตถการความงามกลายเป็นส่วนที่มองเห็นได้ชัดของ “เศรษฐกิจบิวตี้” ที่ขยายจากการขายสินค้าไปสู่บริการและเส้นทางการรักษาแบบครบกระบวนการ
ความหนาแน่นของคลินิกและปริมาณการทำหัตถการช่วยอธิบายว่าทำไมผู้ให้บริการยังคงขยายสาขาทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่อื่น ๆ Chameleon Pharma Consulting รายงานว่าไทยมีคลินิกความงามมากกว่า 7,000 แห่ง โดยอยู่ในกรุงเทพฯ 2,000 แห่ง และอีก 5,000 แห่งอยู่ในจังหวัดอื่น ๆ ส่วน Vogue อ้างว่ามีคลินิกความงามที่ขึ้นทะเบียนกับภาครัฐมากกว่า 6,600 แห่ง ด้านดีมานด์ Ken Research ระบุว่าตลาดหัตถการความงามแบบไม่ผ่าตัดของไทยกำลังพุ่งขึ้น โดยมีการทำหัตถการมากกว่า 1.5 ล้านครั้งต่อปี และชี้ว่ามีคลินิกมากกว่า 1,000 แห่งที่ดำเนินงานในเมืองหลัก ๆ ภายในเซกเมนต์แบบไม่ผ่าตัด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่ง “ขนาดธุรกิจ” ความแตกต่างของบริการ และการเข้าถึงเชิงพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญ
What Patients Want: Minimally Invasive, Natural-Looking Results
ความต้องการของผู้บริโภคกำลังดึงตลาดไปสู่บริการแบบไม่ผ่าตัดและเจ็บน้อย โดยมีค่านิยมทางวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดว่าผลลัพธ์แบบไหนถึงจะถือว่า “ดี” Chameleon Pharma Consulting ยกตัวอย่างบริการหลัก ได้แก่ เลเซอร์รักษารอยสิว เม็ดสี และฟื้นฟูผิว; ฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้าและชะลอวัย; การยกกระชับด้วยไหม; การฉีดโบทูลินัมท็อกซิน; และเมโสเธอราปี แหล่งข้อมูลเดียวกันยังเน้นว่าคนไทยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติอย่างมาก ขณะเดียวกัน “ผิวขาว/ผิวกระจ่างใส” ก็ยังฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมความงามของไทย นอกจากนี้ยังชี้ว่า “ความงามผู้ชาย” เป็นเซกเมนต์ที่กำลังเติบโต โดยผู้ชายหันมาดูแลผิว ทำฟิลเลอร์ และเลือกโซลูชันชะลอวัยมากขึ้น ส่งผลให้ฐานลูกค้าที่คลินิกเข้าถึงได้ขยายกว้างขึ้น
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เป็นตัวเร่งสำคัญ ช่วยให้ไทยเปลี่ยนชื่อเสียงด้านบริการให้กลายเป็นดีมานด์ที่ต่อเนื่อง Vogue รายงานว่าปัจจุบันผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็นเกือบ 30% ของฐานลูกค้าของ The Demis เพิ่มขึ้นจาก 10% เมื่อสองปีก่อน โดยความต้องการไม่ได้จำกัดแค่เอเชีย แต่ขยายไปถึงยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ขณะที่ Wifitalents.com ระบุว่าไทยเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดย 40% ของการเดินทางมุ่งมาทำหัตถการความงาม เมื่อพิจารณาร่วมกัน สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่ากระแสผู้ป่วยข้ามพรมแดนไม่เพียงช่วยพยุงปริมาณเคสให้คลินิกชั้นนำเท่านั้น แต่ยังยกระดับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย ผลลัพธ์ และประสบการณ์แบบครบวงจรที่นักท่องเที่ยวคาดหวังด้วย
โอกาสทางธุรกิจยิ่งชัดเจนขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์และจากการที่บริการของคลินิกเชื่อมโยงกับการเติบโตของตลาดความงามและการดูแลส่วนบุคคลของไทยในภาพรวม Vogue อ้างการคาดการณ์ของ Thai Medical Hub Board ว่าตลาดเวชศาสตร์ความงามจะมีมูลค่า $7.51 billion ภายในปี 2027 ส่วน Wifitalents.com รายงานว่าตลาดเวชศาสตร์ความงามของไทยมีมูลค่า US$1.5bn ในปี 2023 สำหรับตลาดผู้บริโภคที่อยู่ใกล้เคียง Custom Market Insights คาดว่าตลาดความงามและการดูแลส่วนบุคคลของไทยจะเติบโตที่ CAGR 5.45% ในช่วง 2025 ถึง 2034 โดยจะไปแตะ USD 7.87 Billion ภายในปี 2034 จาก USD 4.75 Billion ในปี 2025 นี่คือฉากหลังที่ทำให้ตลาดคลินิกความงามในประเทศไทยยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อหัตถการและผลิตภัณฑ์ส่งแรงหนุนให้กันและกัน
ฐานคลินิกเวชศาสตร์ความงามของไทยมีขนาดใหญ่แค่ไหน?
ไทยมีการทำหัตถการความงามแบบไม่ผ่าตัดต่อปีจำนวนเท่าไร?
แนวโน้มใดกำลังกำหนดทิศทางดีมานด์ในตลาดคลินิกความงามในประเทศไทย?
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจความงามในไทยแค่ไหน?
มีการรายงานตัวเลขมูลค่าตลาดใดบ้างสำหรับภาคเวชศาสตร์ความงามของไทย?
พูดคุยกับเราเกี่ยวกับความต้องการของคุณในด้าน:
-
วิจัยตลาดในประเทศไทย
-
การวางแผนเชิงกลยุทธ์ในประเทศไทย
-
กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดในประเทศไทย
-
การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในประเทศไทย
-
การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าในประเทศไทย
-
การเปรียบเทียบศักยภาพการแข่งขันในประเทศไทย
-
การจัดจำหน่ายและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในประเทศไทย
-
การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย