การเลี้ยงสัตว์แบบ “ลูกในบ้าน” (pet humanization) ไม่ใช่พฤติกรรมเฉพาะกลุ่มในไทยอีกต่อไป แต่กำลังกำหนดทั้งวิธีที่คนเลือกซื้อ วิธีจัดงบ และวิธีเข้าถึงการดูแล Pet Fair South-East Asia อธิบายว่าเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “Pet Parents” ต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ โดยได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในวงกว้าง เช่น อัตราการเกิดที่ลดลง และครัวเรือนที่เป็นโสด คู่ที่ไม่มีบุตร และกลุ่มลูกโตออกจากบ้านมากขึ้น ภายใต้มุมมองนี้ การใช้จ่ายไม่ได้หยุดแค่อาหารพื้นฐาน แต่ขยับไปสู่โภชนาการคุณภาพสูง เสื้อผ้า แอ็กเซสซอรี และบริการอย่างศูนย์รับฝากสัตว์เลี้ยง สปาสัตว์เลี้ยง และสวนสุนัข Statista ยังมองการเติบโตของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทยผ่านการเพิ่มขึ้นของการเลี้ยงสัตว์และกระแส pet humanization ซึ่งย้ำว่าความผูกพันทางอารมณ์กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด
ความผูกพันนั้นกำลังแปรเป็นการยกระดับสินค้า (premiumization) และกิจวัตรการดูแลที่ถี่ขึ้น Chiang Rai Times อ้างงานวิจัยที่รายงานว่า ราว 70% ของสินค้าใหม่สำหรับสัตว์เลี้ยงถูกออกแบบภายใต้อิทธิพลของ pet humanization ซึ่งช่วยอธิบายได้ว่าทำไมชั้นวางสินค้าจึงหันไปเน้นตัวเลือกพรีเมียมมากขึ้น รายงานเดียวกันยังระบุว่าเจ้าของบางส่วนจัดงบประมาณราว 50,500 THB ต่อสัตว์เลี้ยง 1 ตัวต่อปี โดยรายการค่าใช้จ่ายอาจครอบคลุมทั้งของใช้ประจำวันและการดูแลทางการแพทย์ เช่น วัคซีน การตรวจสุขภาพ ยาป้องกันโรค และการตรวจแล็บเป็นครั้งคราว พฤติกรรมเหล่านี้เชื่อมตรงกับความต้องการบริการสัตวแพทย์และบริการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น เพราะผู้เลี้ยงเริ่มเลือกซื้อเพื่อสัตว์เลี้ยงเหมือนที่เลือกซื้อให้ตัวเอง โดยให้ความสำคัญกับความสบาย ความผ่อนคลาย และสุขภาพ
ความต้องการด้านสัตวแพทย์และบริการเพิ่มขึ้น เมื่อเจ้าของมองหาความสะดวก
เมื่อความคาดหวังสูงขึ้น ชั้นบริการรอบๆ สัตว์เลี้ยงก็ยิ่งมีมูลค่า Grand View Research คาดการณ์ว่าตลาดบริการสัตว์เลี้ยงของไทยจะมีรายได้แตะ US$ 166.8 million ภายในปี 2030 โดยมี CAGR 11.1% ในช่วงปี 2024 ถึง 2030 แหล่งข้อมูลเดียวกันยังชี้ถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงสัตวแพทย์ ผ่าน telehealth หรือทางเลือกออนไลน์อื่นๆ ประเด็นนี้สำคัญเพราะช่วยขยายการเข้าถึงและทำให้การขอคำแนะนำเป็นเรื่องง่ายขึ้น สอดรับกับโมเดล “pet parenting” อีกทั้งยังเอื้อให้เกิดพฤติกรรมการดูแลแบบสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพเป็นประจำและการวางแผนโภชนาการ ไม่ใช่แค่ไปคลินิกเมื่อมีอาการ
สัญญาณด้านการลงทุนของอุตสาหกรรมและอุปสงค์ระดับภูมิภาคก็เห็นได้ในไทยเช่นกัน Market Data Forecast รายงานว่าในเดือนมกราคม 2024 Nestlé Purina ได้เปิดโรงงานผลิตที่ทันสมัยในไทย โดยเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริบทของตลาดเอเชียแปซิฟิกที่กว้างขึ้น แหล่งข้อมูลเดียวกันเชื่อมการเติบโตเข้ากับการรับเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้น การเลี้ยงสัตว์แบบลูกในบ้าน รายได้ที่ใช้จ่ายได้ที่สูงขึ้น ความตระหนักด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง และการขยายตัวของค้าปลีกสินค้าออนไลน์สำหรับสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ยังชี้ความซับซ้อนสำคัญสำหรับไทยคือกฎระเบียบที่มีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้มาตรฐานสินค้าไม่สม่ำเสมอ ฉากหลังนี้ยิ่งทำให้ช่องทางจัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ เช่น คลินิกสัตวแพทย์ และอีคอมเมิร์ซเฉพาะทาง มีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ Pet Fair South-East Asia ก็เน้นเช่นกัน
ในระดับโลก อุตสาหกรรมดูแลสัตว์เลี้ยงกำลังขยายตัว และแรงขับเดียวกันก็สะท้อนอยู่ในบทสนทนาท้องถิ่นเกี่ยวกับตลาดดูแลสัตว์เลี้ยงในไทย Fortune Business Insights ประเมินมูลค่าตลาดดูแลสัตว์เลี้ยงทั่วโลกที่ USD 273.42 billion ในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตจาก USD 289.17 billion ในปี 2026 ไปเป็น USD 499.06 billion ภายในปี 2034 ด้วย CAGR 7.06% อีกทั้งยังระบุว่าอเมริกาเหนือครองส่วนแบ่ง 33.51% ในปี 2025 ซึ่งย้ำเตือนว่าแต่ละภูมิภาคอยู่คนละระดับของวัฏจักรตลาด อย่างไรก็ตาม ธีมหลักยังเหมือนกัน: การเลี้ยงสัตว์แบบลูกในบ้านและแนวคิด pet parenting ทำให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น สำหรับไทย ธีมนี้เห็นได้ชัดแล้วจากการเลือกอาหารพรีเมียม บริการดูแลสุขภาพ และความคาดหวังที่สูงขึ้นต่อการดูแลโดยสัตวแพทย์แบบสม่ำเสมอและมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ
อะไรคือปัจจัยที่ขับเคลื่อนกระแส pet humanization ในไทย?
ตลาดบริการสัตว์เลี้ยงของไทยอาจมีขนาดเท่าไรภายในปี 2030?
pet humanization ส่งผลต่อการออกสินค้าใหม่และรูปแบบการใช้จ่ายอย่างไร?
ตลาดดูแลสัตว์เลี้ยงในไทยเชื่อมโยงกับการลงทุนระดับภูมิภาคอย่างไร?