สำรวจเทรนด์ล่าสุดของการตลาดดิจิทัลในประเทศไทย
การตลาดดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญต่อความสำเร็จด้านการตลาดทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ในปี 2024 การเติบโตของอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย และกลยุทธ์การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง กำลังขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดการตลาดดิจิทัลประเทศไทย โดยคาดว่าเม็ดเงินโฆษณาในตลาดโฆษณาผ่านอินฟลูเอนเซอร์จะเพิ่มไปแตะ US$68.78 million สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์สำหรับแบรนด์ต่าง ๆ
อิทธิพลของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
Facebook: เจ้าตลาดที่ยังครองบัลลังก์
Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งในประเทศไทย โดยมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวไทย 93% ใช้งานอยู่ นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางที่นักการตลาดไทย 35% เลือกใช้ ด้วยจุดเด่นด้านการเข้าถึงที่กว้างและฐานผู้ใช้ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม TikTok กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่าจับตา ไล่ตาม Facebook Messenger อย่างใกล้ชิด และเริ่มมีบทบาทสำคัญในพื้นที่อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งมากขึ้น
TikTok: ดาวรุ่งที่มาแรง
ความนิยมของ TikTok ในประเทศไทยพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ แนวทาง “shoppertainment” ที่ผสานความบันเทิงเข้ากับการช้อปปิ้ง ถูกคาดการณ์ว่าจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเติบโตเพิ่มขึ้นอีก $12.4 billion ภายในปี 2025 ด้วยสัดส่วนผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวไทยถึง 79% ที่ใช้งาน TikTok ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ หันมาให้ความสนใจแพลตฟอร์มนี้มากขึ้นสำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้ง
Instagram: แหล่งรวมอินฟลูเอนเซอร์
ที่น่าสนใจคือ ในประเทศไทย Instagram ไม่ติดอันดับ 4 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีการใช้งานมากที่สุด แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ในเครือ Meta เช่นเดียวกับ Facebook และ Facebook Messenger ที่อยู่อันดับ 3 อย่างไรก็ตาม Instagram ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีคุณค่าสำหรับการตลาดดิจิทัล โดยนี่คือ 3 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งในประเทศไทย:
- Facebook ครองอันดับ 1 โดยนักการตลาดไทย 35% ใช้สำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์
- Instagram อยู่อันดับ 2 โดยนักการตลาด 24% เลือกใช้สำหรับอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้ง
- YouTube อยู่อันดับ 3 โดยนักการตลาด 16% เลือกใช้สำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์

การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคและพฤติกรรมการซื้อ
การมีส่วนร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์
ผู้บริโภคชาวไทยมากกว่าครึ่ง (53%) ใช้เวลาในการมีส่วนร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งสะท้อนบทบาทสำคัญของอินฟลูเอนเซอร์ในเส้นทางการตัดสินใจของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบสินค้าใหม่ ๆ หรือการตัดสินใจซื้อ อินฟลูเอนเซอร์ถือเป็นจุดสัมผัสสำคัญที่แบรนด์ใช้ในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภคไทย
อิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ
ผู้ซื้อดิจิทัลชาวไทยสูงถึง 76% เคยซื้อสินค้าหรือบริการจากคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ ตัวเลขนี้ตอกย้ำพลังของการรีวิว/การรับรองจากอินฟลูเอนเซอร์ในการกระตุ้นยอดขายและชี้นำพฤติกรรมผู้บริโภค แบรนด์จึงควรนำเทรนด์นี้ไปต่อยอดเพื่อยกระดับกลยุทธ์การตลาดและขยายการเข้าถึงให้ได้มากที่สุด
การลงทุนของแบรนด์ในแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์
ผู้ทุ่มงบสูงสุด: แบรนด์ Food & Drink
แบรนด์ Food & Drink ในประเทศไทยเป็นกลุ่มที่นำหน้าในด้านอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้ง โดยคิดเป็น 39% ของงบประมาณแคมเปญทั้งหมด รองลงมาคือแบรนด์ Fashion & Beauty ที่ 17.4% และกลุ่ม Gadgets & Automotive ที่ 10.6% อุตสาหกรรมเหล่านี้เล็งเห็นคุณค่าของการร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ในการสร้างการรับรู้แบรนด์และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค
Fashion & Beauty: นิชที่ได้รับความนิยมสูงสุด
Fashion & Beauty ยังคงเป็นนิชที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทย โดย Arts & Entertainment และ Food & Beverages ก็ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน เทรนด์นี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับแบรนด์ในอุตสาหกรรมดังกล่าวในการใช้ประโยชน์จากอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระดับของอินฟลูเอนเซอร์และอัตราการมีส่วนร่วม
Micro และ Nano-Influencers
Micro-influencers เป็นกลุ่มหลักในตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทย โดยมีอินฟลูเอนเซอร์มากกว่า 12,000 รายที่สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ nano-influencers แม้มีจำนวนไม่มากเท่า แต่มีอัตราการมีส่วนร่วมสูงที่สุดที่ 3.67% อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มเล็กเหล่านี้มักมีคอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่น จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างคอนเทนต์ที่จริงใจและชวนติดตาม
อัตราการมีส่วนร่วมในแต่ละระดับ
อัตราการมีส่วนร่วมของอินฟลูเอนเซอร์แตกต่างกันไปตามแต่ละระดับ โดย nano-influencers นำอยู่ที่ 3.67% รองลงมาคือ micro-influencers ที่ 3% และ mid-tier influencers ที่ 2.79% ส่วนกลุ่มคนดังและ mega-influencers มีอัตราการมีส่วนร่วมต่ำกว่า ซึ่งยิ่งสะท้อนว่าการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็กสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้สูงกว่า
คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับแบรนด์
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการทำแคมเปญให้ประสบความสำเร็จในตลาดการตลาดดิจิทัลประเทศไทย การใช้พลังของอินฟลูเอนเซอร์ควรถูกบรรจุไว้ในแผนอย่างชัดเจน โดยกลยุทธ์สำคัญมีดังนี้:
- กระจายการลงทุนในหลายช่องทางโซเชียล: แม้ Facebook จะยังครองตลาด แต่แบรนด์ควรลงทุนใน TikTok ด้วย เพื่อเข้าถึงฐานผู้ใช้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและโอกาสด้านเอ็นเกจเมนต์ที่สูง
- ร่วมงานกับ Micro และ Nano-Influencers: อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้มีอัตราการมีส่วนร่วมสูง และเชื่อมโยงกับผู้ชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญสำหรับแคมเปญที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน
- โฟกัสนิชที่ได้รับความนิยม: แบรนด์ในกลุ่ม Fashion & Beauty, Arts & Entertainment และ Food & Beverages ควรให้ความสำคัญกับอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งเพื่อเพิ่มทั้งการเข้าถึงและเอ็นเกจเมนต์
- ติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด: การเข้าใจความชอบและพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยจะช่วยให้แบรนด์ปรับกลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งให้ตอบโจทย์ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า
บทสรุป
โดยสรุป ตลาดการตลาดดิจิทัลประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภคและขับเคลื่อนความสำเร็จของแบรนด์ ด้วยเม็ดเงินโฆษณาที่คาดว่าจะแตะ US$68.78 million ในปี 2024 แบรนด์จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Facebook และแพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงอย่าง TikTok เพื่อสร้างอิมแพ็กต์ให้ได้สูงสุด การเข้าใจและใช้จุดแข็งของ micro และ nano-influencers จะช่วยให้ธุรกิจสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับกลยุทธ์การตลาดโดยรวม เมื่อภูมิทัศน์ดิจิทัลเติบโตต่อไป อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งจะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเติบโตและแข่งขันได้ในประเทศไทย