เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลกำลังกดดันให้การออกแบบและการตั้งราคาความคุ้มครองสุขภาพในไทยต้องปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด รายงานหนึ่งระบุว่าเงินเฟ้อด้านบริการสุขภาพของไทยอยู่ที่ 15.2% ในปี 2024 เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 10.4% และอัตรา CPI ภายในประเทศ 0.4% ขณะที่อีกมุมมองหนึ่งประเมินเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลของไทยไว้ที่ 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 10.3% โดยเงินเฟ้อทั่วไปถูกอธิบายว่าอยู่ที่ -0.1% เมื่อตัวเลขเหล่านี้มารวมกัน จึงสะท้อนช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างราคาสินค้าในชีวิตประจำวันกับค่ารักษาพยาบาล ทำให้การรักษาสมดุลระหว่าง “จ่ายไหว” ของเบี้ยประกันกับ “ยั่งยืน” ของผลประโยชน์ความคุ้มครองทำได้ยากขึ้น
บริษัทประกันกำลังตอบสนองด้วยการปรับรูปแบบการร่วมรับภาระค่าใช้จ่าย มากกว่าการขึ้นเบี้ยเพียงอย่างเดียว ในปี 2025 เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลของไทยถูกประเมินไว้ที่ 14–15% และมีรายงานว่าบริษัทประกันรายใหญ่รวมถึง AIA และ Krungthai-AXA กำลังลดสัดส่วนการขายแผนสุขภาพแบบเหมาจ่ายก้อนเดียว (all-inclusive) ให้กับลูกค้าใหม่ โดยแนวทางที่หันไปใช้คือโมเดลร่วมจ่าย (co-payment) ในระดับ 30–50% เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงที่เบี้ยประกันจะพุ่งจนคนจำนวนมากไม่สามารถซื้อความคุ้มครองได้ แนวโน้มเดียวกันนี้ยังสอดคล้องกับรายงานในภาพกว้าง: แผนที่ครอบคลุมมากอาจทำให้มีการใช้บริการเพิ่มขึ้น ซึ่งยิ่งตอกย้ำการขยับไปสู่ระบบร่วมจ่าย
How Hospital Economics Are Rewriting Product Design
โครงสร้างราคาและแรงจูงใจระหว่างบริการภาครัฐกับเอกชนเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ต้องถูกออกแบบใหม่ ระบบของไทยถูกอธิบายว่ามีโรงพยาบาลรัฐ 1,110 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน 381 แห่ง โดยฝั่งรัฐเผชิญภาระล้น ระบบเตียงถูกระบุว่ามีอัตราครองเตียงใกล้ 100% ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีกำลังจ่ายถูกผลักไปสู่การรักษาในภาคเอกชน ต้นทุนฝั่งเอกชนที่ถูกหยิบยกในรายงานอยู่ที่ 80,000–140,000 THB และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจมีค่าตอบแทน 160,000–350,000 THB เมื่อผู้ให้บริการเอกชนลงทุนหนักในเทคโนโลยีอย่าง MRI, CT scans และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ บริษัทประกันจึงมีแนวโน้มเลือกเครือข่ายที่ตกลงต้นทุนไว้ล่วงหน้า และอาจกำหนดให้มีการร่วมจ่ายสำหรับการรักษานอกเครือข่าย
ด้านผู้กำหนดนโยบายและผู้ให้บริการภาครัฐก็พยายามใช้คันโยกอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการเปลี่ยนทิศทางการใช้จ่ายของผู้เอาประกัน รายงานระบุว่าตลาดประกันเอกชนมีขนาดราว THB150 billion และเกือบทั้งหมดหมุนเวียนอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน กระทรวงสาธารณสุขถูกอธิบายว่าตั้งเป้าดึงเม็ดเงินอย่างน้อย 10% กลับเข้าสู่ระบบโรงพยาบาลรัฐ หรือประมาณ THB15 billion ต่อปี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถระยะยาว อุปสรรคเชิงปฏิบัติที่พบคือเรื่องความสะดวก เช่น ผู้ป่วยต้องจ่ายก่อนและกติกาการเบิกคืนยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ดี มีการนำแพลตฟอร์มดิจิทัล iClaim มาใช้เพื่อช่วยลดความติดขัดของการเคลม และทำให้การใช้โรงพยาบาลรัฐสำหรับผู้มีประกันทำได้จริงมากขึ้น
แม้แรงกดดันจะสูง แต่คาดการณ์การเติบโตยังแข็งแกร่ง สะท้อนว่าความต้องการยังมีต่อเนื่องแม้สิทธิประโยชน์จะถูกจำกัดมากขึ้น ภาพรวมตลาดหนึ่งคาดว่ารายได้ของตลาดประกันสุขภาพในไทยจะไปแตะ US$ 28,795.2 million ภายในปี 2033 โดยคาด CAGR 7.8% ในช่วง 2026 ถึง 2033 แหล่งเดียวกันระบุว่าความคุ้มครองภาคเอกชนเป็นเซ็กเมนต์ที่ใหญ่ที่สุด ด้วยสัดส่วนรายได้ปี 2025 ที่ 80.72% อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ของผู้บริโภคยังอาจแย่ลงเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้บริการรักษาบ่อยขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ว่าแผนประกันบางแบบดูเหมือนจ่ายไหวในช่วงเริ่มต้น แต่กลับเข้มงวดหรือมีค่าใช้จ่ายสูงเมื่อจำเป็นต้องเข้าถึงโรงพยาบาลเอกชนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลในภาคเอกชนผลักให้เบี้ยประกันสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดประกันสุขภาพไทยเผชิญแรงกดดัน?
ทำไมบริษัทประกันในไทยจึงหันไปใช้ระบบร่วมจ่าย (co-payment)?
โรงพยาบาลรัฐและเอกชนมีผลต่อการตัดสินใจด้านประกันอย่างไร?
แม้มีเงินเฟ้อ แนวโน้มของตลาดประกันสุขภาพไทยเป็นอย่างไร?
โรงพยาบาลรัฐจะมีบทบาทอย่างไรในการลดแรงกดดันด้านต้นทุนประกัน?
พูดคุยกับเราเกี่ยวกับความต้องการของคุณในด้าน:
-
วิจัยตลาด
-
การวางแผนเชิงกลยุทธ์
-
กลยุทธ์เข้าสู่ตลาด
-
การควบรวมและซื้อกิจการ
-
การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า
-
การวิเคราะห์เปรียบเทียบคู่แข่ง
-
การจัดจำหน่ายและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
-
การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค